[REVIEW] Twilight Saga 4 : Breaking Dawn Part 2

posted on 15 Nov 2012 14:44 by movie-idea in Film
 
 
 
Twilight Saga 4 : Breaking Dawn Part 2 [9.4/10]
ได้มีโอกาสไปดู Twillight แบบมาราธอนมา 
การได้นั่งดูตั้งแต่ต้นจนถึงภาคสุดท้ายก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบเลยทีเดียว ^^

สำหรับการปิดฉากตำนานของภาพยนตร์ Twillight นี้ ทำออกมาได้ประทับใจ 
และไม่ผิดหวังเลยทีเดียว สำหรับใครที่เป็นแฟนนิยายก็คงจะทราบเรื่องราวกันดีอยู่แล้ว
แต่ก็ต้องยอมรับว่าสำหรับในแง่ภาพยนตร์แล้ว ก็ทำออกมาได้ดีไม่แพ้กันเลยทีเดียว
เนื้อเรื่องดำเนินเรื่องได้สนุก ดูได้เรื่อยๆ ไม่เบื่อ มีฉากสวีทหวานๆออกมาเอาใจบรรดาแฟนๆ
มีฉากฮาๆที่เรียกเสียงหัวเราะได้บ่อยๆเรื่อยๆ แทรกมาตลอด
มีฉากฮาๆชวนจิ้นเล็กๆน้อยๆระหว่างเจคอบกับพ่อของเบลล่า
อีกทั้งฉากการต่อสู้ที่ตื่นเต้น มันส์ ทำเอาเราร่วมลุ้นไปด้วย
รวมทั้งยังมีจุดพีคที่หักมุมที่คาดไม่ถึงอยู่อีกด้วย ทำออกมาได้ดีจนคนในโรง
ต่างถึงกับต้องร้อง เฮ้ย...ออกมาอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว 555+
นับว่าเป็นฉากที่เรียกเสียงหัวเราะและได้รับเสียงปรบมือกันลั่นโรงให้เลยทีเดียว ยอดเยี่ยมจริงๆ....
เชื่อได้ว่าทุกคนที่ได้ชม จะยังคงประทับใจกับภาคนี้อย่างแน่นอน
สำหรับใครที่ติดตามอยู่แล้ว ไม่ควรพลาดเลยทีเดียว...
 
 
 
 
 
 
Twillight ภาคนี้ยังสอดแทรกข้อคิดดีๆไว้อีกด้วย
 

คนเราไม่ควรกลัวในสิ่งที่เราไม่รู้จักหรือไม่เคยเห็นมาก่อน
เราควรเปิดใจให้กว้างและยอมรับฟังความเป็นจริงของสิ่งนั้นก่อนที่จะตัดสิน
หรือพิพากษาอะไรลงไป สิ่งที่เราไม่รู้จักใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ไม่ดีหรือเป็นภัยต่อเราไปซะหมด
 

อีกทั้ง การก่อสงครามซึ่งกันและกัน ย่อมทำให้เกิดการสูญเสียตามมามากมาย รวมทั้งอาจทำให้ชีวิต
ของตัวเองต้องสูญเสียไปด้วยเช่นกัน การไม่ต่อสู้กัน ประนีประนอมยอมรับฟังเหตุผลของกันและกัน
บางทีก็เป็นทางออกที่ดีสำหรับทั้งสองฝ่าย... 
 
แค่เราเปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน...
 
 


 
 
SKY FALL 007 [8.9/10]
 
เจมส์ บอนด์ ภาพยนตร์ในดวงใจของใครหลายๆคนที่ต่างก็เฝ้ารอการกลับมาอีกครั้ง หลังจากรอกันมาอย่างยาวนาน
ถึง 4 ปีด้วยกัน สำหรับภาคนี้ SKY FALL เปิดตัวด้วยฉากต่อสู้ที่พาเราลุ้นระทึกไปด้วย แต่ปฏิบัติการในครั้งนี้ต้อง
ล้มเหลว เพราะการตัดสินใจของเอ็มที่สั่งให้ยิง จากนั้นก็ตามมาด้วยฉากและเพลงธีมไตเติ้ลเปิดตัวหนังเจมส์ บอนด์ 
ฉากไตเติ้ลทำออกมาได้ดี อีกทั้งเพลงธีมไตเติ้ลยังช่วยส่งอารมณ์ได้อย่างมาก
 
 
 
 
การหายไปของบอนด์ ทำให้ใครๆต่างก็เข้าใจว่าเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว ถึงแม้ว่าในความคิดเห็นส่วนตัวในฐานะที่
เป็นผู้ชมคนหนึ่ง เราย่อมไม่เชื่ออยู่แล้วว่าบอนด์จะเสียชีวิตจริงๆ ก็แน่หล่ะ ก็มันเพิ่งต้นเรื่องเองนี่ ถ้าบอนด์ตายแล้ว
แล้วเราจะมาดูใคร 555+ 
 
แต่อะไรหล่ะ ที่ทำให้บอนด์ตัดสินใจที่จะเงียบหายไป ไม่ติดต่อกลับมา...
 
หรือว่าอาจจะเป็นเพราะบอนด์น้อยใจ เอ็ม ที่สั่งยิงเขา ไม่ยอมเชื่อใจในตัวเขา
ไม่ปล่อยให้เขาจัดการกับศัตรูตรงหน้าด้วยตัวเอง
จนทำให้เขาพลาดโอกาสที่จะจัดการ บอนด์มั่นใจว่าเขาสามารถที่จะทำได้
อีกทั้งเอ็มยังทำให้เขาเกือบต้องเอาชีวิตไม่รอดอีกด้วย 
 
 
 
 
แต่หลังจากที่เขาได้ทราบข่าวว่า MI6 และ เอ็ม กำลังถูกท้าทายและถูกคุกคามอย่างหนักหน่วง จากซิลวา 
อดีตเจ้าหน้าที่ของ MI6 ที่ต้องการแก้แค้นเอ็ม ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีถาโถมให้เขาต้องตัดสินใจใหม่อีกครั้ง
และแล้วบอนด์ก็ตัดสินใจกลับมาทำภารกิจอีกครั้ง
 
หากแต่ครั้งนี้... เขาเริ่มตะหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเอง ไม่รู้ว่าเพราะอาการบาดเจ็บในครั้งนั้นหรือ
เพราะว่าบอนด์ห่างหายจากหน้าที่ตรงนี้ไปนานหรืออาจจะเพราะด้วยวัยของเขา ร่างกายของบอนด์เริ่มเหนื่อยง่าย
ฝีมือการยิงปืนของเขาไม่แม่นเหมือนเดิม หรือแม้กระทั่งสภาพจิตใจที่ไม่พร้อม บางทีเขาอาจจะแก่เกินไปกับการที่
จะทำหน้าที่สายลับไปแล้วก็ได้ 
 
 
 
 
ซึ่งใน SKY FALL ภาคนี้ต้องยอมรับเลยว่าซิลวาถือเป็นคู่ปรับของบอนด์ที่ฉลาด เป็นฝ่ายที่เดินนำเกมส์ คุมเกมส์ตลอด [อีกทั้งยังเป็นฝ่ายได้ลวนลามเจมส์ บอนด์นิดๆหน่อยๆด้วย 555+]
จนทำให้บอนด์และทีมงานต้องพลาดท่า ปล่อยให้เขาสามารถหนีรอดจากการจับกุมไว้ที่คุกได้โดยง่ายตามแผน
ที่เขาได้วางไว้แล้วแต่สุดท้ายแล้วบอนด์ก็ยอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้ซิลวาคุมเกมส์อยู่ฝ่ายเดียว เขาเลยตัดสินใจ
ที่จะเริ่มเป็นฝ่ายคุมเกมส์บ้าง จนนำมาถึงบทสรุปของเรื่อง... 
 
 
 
 
สำหรับงานทางด้านภาพและซีจี  ฉาก Action ก็ทำออกมาได้ดีในระดับหนึ่ง
ทั้งในด้านความสมจริง สนุกและลุ้นระทึก การตัดต่อมุมกล้อง ถ่ายมุมโน้นมุมนี้แปลกๆ 
สำหรับความสนุกของการดำเนินเรื่อง มันน่าจะมันส์กว่านี้ได้อีกนิด เหมือนมันยังไม่สุดๆ
ภาคนี้มาในแนวแบบคลาสิค ไม่ว่าจะเป็นด้านอาวุธการต่อสู้ ที่ไม่ได้ไฮเทคหวือหวามาก
ทั้งปืน ทั้งมีด มีการใช้รถยนต์รุ่นเก่า ซึ่งในฉากที่รถของบอนด์โดนระเบิด บอนด์แสดงออกมาได้ดี
ทั้งจากแววตาและสีหน้าว่ารักและผูกพันกับรถคันนั้นมากแค่ไหน แล้วก็เคืองมากที่โดนระเบิดรถ 
 
 

 
Casino Scene
 
 
อีกหนึ่งฉากในประเทศอื่นที่เป็นไฮไลต์ตามแบบฉบับของหนังเจมส์ บอนด์ ฉากนี้สวยงามมาก และดูอลังการมาก
จากโคมไฟสีเหลืองนวลที่ลอยอยู่บนผิวน้ำจำนวนมาก อีกทั้งสีแดงในฉากยังช่วยขับให้บอนด์ดูโดดเด่น เท่ห์ขึ้นมาก
สมกับการเปิดตัวการกลับมาอีกครั้งของเจมส์ บอนด์ในการปฏิบัติภารกิจเลยทีเดียว...
 
 
.
.
.
 
 
SKY FALL อาจเป็นหนังที่ตั้งคำถามให้กับเราในวันหนึ่งวันใดว่า เราแก่เกินไปไหมที่จะทำหน้าที่ของเรา
บางทีคนรุ่นใหม่อาจทำได้ดีกว่าก็ได้ แต่หน้าที่นี้มันได้กลายเป็นเสมือนส่วนหนึ่งของชีวิตบอนด์ไปแล้ว
เป็นหน้าที่ที่ตัวเองรัก อย่างบอนด์ซึ่งมีโอกาสที่จะได้จากไปจากหน้าที่การเป็นสายลับแล้ว ถ้าเป็นคนอื่นคงเลือก
ที่จะหายไปแล้วใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีความสุข แต่บอนด์ก็เลือกที่จะกลับมาทำมันอีกครั้ง
ทำตามความรู้สึกที่ตัวเองอยากที่จะทำ ดีกว่าใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวันๆ กลับมาทำให้ตัวเองมีคุณค่าต่อทั้งตัวเองและผู้อื่น
กลับมาแสดงความภักดีที่มีต่อเอ็ม  และบอนด์ก็ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเขาสามารถทำได้....
และเมื่อเขายังทำได้ เขาก็จะมีที่ให้ยืน...อยู่เสมอ
 
คนเราเมื่อตัวเองยังไหว ยังสามารถที่จะทำได้ เราก็ควรจะทำมัน
เพราะวันหนึ่งข้างหน้าเราอาจจะไม่เหลือแม้เรี่ยวแรง หรือกำลังที่จะทำในสิ่งนั้นต่อ
จริงอยู่ที่อายุของเรามันก็เป็นตัวกำหนดความสามารถในตัวของเราด้วย
เราอาจจะไม่ฟิตเปรี๊ยะเหมือนวันวาน แต่สิ่งหนึ่งที่เรามีตามอายุของเราที่มากขึ้น
ก็คือ ความชำนาญ ประสบการณ์ และมุมมองของคนที่ผ่านเรื่องราวมามากมาย...
 
 
 
FRANKENWEENIE [8.7/10]

ภาพยนตร์แอนิเมชั่นสต๊อปโมชั่นผลงานการกำกับของ Tim Burton 
ซึ่งโดดเด่นด้วยคาแรกเตอร์ที่แปลก อีกทั้งยังมาในรูปแบบของภาพยนตร์แอนิเมชั่น 3 มิติ แบบขาวดำ 
แต่ก็ต้องยอมรับว่าภาพแบบขาวดำมันก็เข้ากับ Theme ของเรื่องนี้ไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว
มันเป็นภาพขาวดำที่มีเฉดของสีขาวและดำ ไล่ระดับแสงเงาได้อย่างสวยงามเหมือนกัน
ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างด้วยเทคนิคสต็อปโมชั่นแบเดียวกับเรื่อง The Nightmare Before Christmas และ Corpse Bride 
 
Frankenweenie เป็นแอนิเมชั่นที่ดูแล้วมีการเคลื่อนไหวที่ลื่นไหลอย่างมาก เหมือนไม่ได้เป็นงานสต็อปโมชั่นเลย
ต้องยอมรับว่าเขาทำออกมาได้ดีจริงๆในด้านการอนิเมต การพยายามที่จะทำให้เคลื่อนไหว การขยับในแต่ละเฟรม
ต้องใช้เวลาและความพยายามเป็นอย่างมากเลยทีเดียว
 
ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้นำเสนอถึงความผูกพันระหว่างเด็กชายที่ชื่อ วิคเตอร์ กับสุนัขตัวโปรดของเขา ที่มีชื่อว่าสปาร์คกี้
ซึ่งเมื่อได้เกิดเหตุการณ์ที่เจ้าสปาร์คกี้ได้เสียชีวิตลงจากอุบัติเหตุรถชน เขายากที่ยอมรับการสูญเสียในครั้งนั้น
สำหรับเด็กตัวเล็กๆคนหนึ่ง กับสัตว์เลี้ยงที่เป็นเสมือนเพื่อนเล่น ถือเป็นการสูญเสียครั้งแรกที่ยิ่งใหญ่
จนยากที่จะยอมรับมันได้ ถึงแม้ว่าแม่ของเขาจะบอกว่า เจ้าสปาร์คกี้มันไม่ได้ไปไหนไกล มันยังคงอยู่ในที่พิเศษ
นั่นก็คือในใจเราเสมอก็ตาม 
 
แต่แล้วก็เหมือนมีแสงสว่างเกิดขึ้นในหัวของวิกเตอร์ เมื่อในคาบเรียนวิทยาศาสตร์ของเขา อาจารย์ได้สอนเรื่อง
กระแสไฟฟ้าและนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของการทดลองครั้งสำคัญ การทดลองที่เขาลงมือทำด้วยความรัก ความหวัง
ที่มีต่อเจ้าสปาร์คกี้ตัวน้อยนั้น
 
และในที่สุดมันก็สำเร็จ แต่มันไม่ใช่แค่นั้น ผู้สร้างยังต้องการบอกเล่า Message ต่อไปที่คอยสอดแทรกอยู่
นอกเหนือจากในเรื่องความผูกพัน สังคมในโรงเรียนที่มีการแข่งขันกัน การอยากให้ตัวเองเป็นที่ยอมรับ การที่อยาก
จะเป็นผู้ชนะ การอยากเอาผลงานคนอื่นมาแอบอ้างเป็นผลงานของตัวเอง เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องราว
ที่แสนจะธรรมดาที่เกิดขึ้นในสังคมเราอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสังคมเล็กๆอย่างในครอบครัว สังคมโรงเรียน
สังคมการทำงาน และสังคมการใช้ชีวิต นั่นเลยทำให้เกิดเรื่องราววุ่นวายต่างๆตามมา
เพราะสิ่งที่พวกเขาอยากได้ อยากมี อยากเป็นในทางที่ผิด มันไม่ใช่สิ่งที่เราลงมือทำเองด้วยความรัก
ด้วยความตั้งใจเพื่อจะได้ไปถึงเป้าหมายปลายทางเหล่านั้น  หากแต่เป็นสิ่งที่คนอื่นพยายามลงมือทำ
ด้วยความตั้งใจ ด้วยพลังอันบริสุทธิ์ แต่จิตใจที่ไม่บริสุทธิ์ของเราเองที่อยากจะฉกฉวยมาเป็นของตัวเอง
 
ภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ดูได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่
ถึงแม้ว่าหน้าหนังมันจะสื่อในเรื่องของความผูกพันที่มีต่อสัตว์เลี้ยง
ที่ดูๆแล้วก็เดาทางได้ ว่าจะนำเสนอ จะเล่าเรื่องออกมาในรูปแบบใด
การที่เด็กชายคนนึงทำการทดลองเพื่อให้สัตว์เลี้ยงของเขาฟื้นคืนชีพขึ้นมา
แต่มันก็ทำให้เราได้ย้อนคืนกลับไปในวันวาน ในวัยเด็กของเราอีกครั้ง
กับสัตว์เลี้ยงที่แสนรู้ใจของเรา...
 
ที่แม้วันนี้มันอาจจะไม่ได้อยู่กับเราแล้วก็ตาม แต่มันก็ยังอยู่ในใจของเราเสมอ 
ที่ในหัวใจของเรา ยังคงมีมันอยู่ตลอดเช่นกัน